ทำไมคนรุ่นใหม่ ไม่สนใจศิลปวัฒนธรรมไทย

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

เรื่องน่ารู้

เครื่องเป่าประเภทไม่มีลิ้นเป่า

เครื่องเป่าประเภทมีลิ้นเป่า

ประเภทเครื่องเป่า

เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่ามีด้วยกัน 2 ประเภท

1 ประเภทมีลิ้นเป่า
2 ประเภทไม่มีลิ้นเป่า

เครื่องตีที่ทำด้วยหนัง

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ

เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ ได้แก่ ฉาบ ฉิ่ง โหม่ง ฆ้องวง ฯลฯ


ระนาดที่ทำด้วยโลหะแบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ(ภาคกลาง)
1.ระนาดเอกเหล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ รางระนาดเอกเหล็กทำด้วยไม้ มีลักษณะแนวขนานตรงกับพื้นตัวรางอาจจะแกะสลักปิดทองหรือไม่ก็ได้ ลูกระนาดเอกเหล็กทำด้วยโลหะจำพวกเหล็ก หรือบางครั้งใช้อลูมิเนียม มีทั้งสิ้น ๒๐ - ๒๑ ลูก ไม้ที่ใช้ตีเป็นไม้แข็ง คล้ายไม้ของระนาดเอกไม้ หน้าที่ของระนาดเอกเหล็ก คล้ายผู้ช่วยพระเอก ลักษณะการบรรเลงคล้ายกันกับระนาดเอกไม้

2.ระนาดทุ้มเหล็ก เป็นเครื่องดนตรีที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอนุชาธิราช ในรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงประดิษฐ์ขึ้น โดยยึดหลักจากกล่องเพลงที่ฝรั่งนำมาขายในสมัยนั้น กล่องเพลงนี้ภายในมีลักษณะคล้ายรูปหวี มีขนาดสั้นไปหายาวเรียงกัน เมื่อไขลาน จะมีแท่งโลหะรูปทรงกระบอกหมุน บนผิวทรงกระบอกนั้น มีปุ่มโลหะซึ่งจัดไว้ให้หมุนไปสะกิดหวีโลหะนั้น เหมือนเราใช้เล็บกรีดหวีเล่น ก็จะเกิดเป็นเสียงออกมา กล่องเพลงที่กล่าวถึงนี้ ปัจจุบันก็ยังมีขาย ด้วยยังนิยมใช้กันอยู่สำหรับวางหูโทรศัพท์ เพื่อรอคนมารับสายจากการบันทึกของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทำให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง ประการแรกคือ ระนาดทุ้มเหล็กนี้ ช่วยให้วงดนตรีของไทยขยายขาดขึ้น โดยที่เมื่อนำระนาดเหล็กนี้เข้าประสมกับวงดนตรีไทยด้วยแล้ว จะทำให้ "วงดนตรีปี่พาทย์เครื่องคู่" เปลี่ยนไปเป็น "วงดนตรีปี่พาทย์เครื่องใหญ่" ทันที ซึ่งทำให้เกิดเสียงประสานดังไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้นระนาดเหล็กนี้ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้นำมาประสมเป็นวง "ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์" ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และในปัจจุบันก็มีวงดนตรีไทยหลายวงที่นำระนาดเอกเหล็กไปประสมกับวงเครื่องสาย เกิดเป็นวงดนตรีที่เรียกกันว่า "เครื่องสายผสมระนาดทอง" ขึ้นมาอีก เช่น วงดนตรีของคณะ สำเนียง ไพเราะ ของคุณสำเนียง พักภู่ลักษณะของระนาดทุ้มเหล็ก ตัวรางระนาดทำด้วยไม้ อาจแกะสลักปิดทองหรือไม่ก็ได้ ส่วนลูกระนาดทุ้มทำด้วยโลหะจำพวกเหล็กหรืออลูมิเนียม เช่นเดียวกับระนาดเอกเหล็ก แต่ระนาดเอกเหล็กมีขนาดที่ใหญ่กว่าหน้าที่ของระนาดทุ้มเหล็ก บรรเลงทำนองหลักของเพลง เสียงของระนาดทุ้มเหล็กดังก้องกังวานกระหึ่ม จึงต้องตีห่าง เฉพาะเสียงตกในแต่ละจังหวะ ดังนั้นผู้ที่จะบรรเลงระนาดทุ้มเหล็กได้ดีต้องเป็นคนที่แม่นเพลงพอสมควร
ระนาดทองหรือระนาดเอกเหล็ก (ภาคกลาง) เป็นเครื่องโลหะที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเลียนแบบระนาดเอก(ไม้) และใช้ในลักษณะเดียวกัน ระนาดชนิดนี้ ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่เดิมลูกระนาดทำด้วยทองเหลือง จึงเรียกว่า “ระนาดทอง” สำหรับการเล่นหรือวิธีบรรเลง มีวิธีเช่นเดียวกับระนาดเอก แต่ในทางเก็บ ทางขยี้มีน้อยกว่า ระนาดเอก ปัจจุบัน ใช้บรรเลงในวงมโหรีและวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ โดยบรรเลงคู่กับระนาดทุ้มเหล็ก

ฆ้องมอญ (ภาคกลาง)เป็นฆ้องวงที่ตั้งโค้งขึ้นไปทั้งสองข้าง ไม่วางราบไปกับพื้นเหมือนกับฆ้องไทย วงฆ้องส่วนที่โค้ง ขึ้นไปนั้น แกะสลักเป็นลวดลายปิดทองประดับกระจกอย่างงดงาม ส่วนมากมักแกะเป็นรูปกินนร เรียกกันว่าหน้าพระ ตอนกลางโค้งแกะเป็นกระหนกใบเทศปิดทองประดับกระจกเช่นกัน มีเท้ารองตรงกลางเหมือนกับเท้าของระนาดเอก ฆ้องมอญวงหนึ่งๆมีจำนวน 15 ลูก สำหรับใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ รามัญ หรือปี่พาทย์มอญ วงฆ้องมอญมี 2 ชนิดเช่นเดียวกับฆ้องไทย คือมีฆ้องมอญใหญ่ และ ฆ้องมอญเล็ก

ฆ้องวงใหญ่ (ภาคกลาง) เป็นเครื่องดนตรีที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาจากฆ้องเดี่ยว ฆ้องคู่ และฆ้องราว วงฆ้องใช้ต้นหวายโป่งทำเป็นร้าน สูงประมาณ 24 ซม ระหว่างหวายเส้นนอกกับหวายเส้นในห่างกันประมาณ 14 – 17 ซม ดัดให้โค้งเป็นวงรอบตัวคนนั่งตี เปิดช่องด้านหลังคนตีเป็นทางเข้า ระยะห่างประมาณ 20 – 30 ซม วงฆ้องต้องดัดให้พอดีสำหรับคนเข้าไปนั่ง่ตีได้ไม่อึดอัด ลูกฆ้องวงหนึ่งมี 16 ลูก ลูกต้นวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 17 ซม อยู่ทางซ้ายมือด้านหลังผู้ตี ลูกยอดวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 ซม อยู่ทางขวามือ ด้านหลังผู้ตี ไม้ตีทำด้วยแผ่นหนังดิบ ตัดเป็นวงกลมเจาะกลางสอดด้ามไม้สำหรับถือ

ฆ้องวงเล็ก (ภาคกลาง) เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีขนาดย่อมกว่าฆ้องวงใหญ่ วัดจากขอบวงในด้านซ้ายมือ ถึงของวงในด้านขวา กว้างประมาณ 80 ซม เรือนฆ้องสูง 20 ซม ฆ้องวงเล็กมีทั้งหมด 18 ลูก ลูกต้นวัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 13 ซม ลูกยอดมีขนาดประมาณ 9.5 ซม ใช้บรรเลงร่วมในวงปี่พาทย์ ในวงปี่พาทย์วงหนึ่งๆนั้น จะใช้ฆ้อง 2 วง คือ ฆ้องวงใหญ่ และ ฆ้องวงเล็ก

ฉิ่ง (ภาคกลาง) เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทตี ทำด้วยทองเหลือง หล่อหนา ปากผายกลม 1 ชุดมี 2 ฝา ฉิ่งมี 2 ชนิดคือ ฉิ่งสำหรับวงปี่พาทย์ และ ฉิ่งที่ใช้สำหรับวงเครื่องสาย และวงมโหรี ฉิ่งสำหรับวงปี่พาทย์มีขนาดที่วัดฝ่านศูนย์กลาง จากขอบข้างหนึ่งไปสุดขอบอีกข้างหนึ่ง กว้างประมาณ 6 – 6.5 ซม เจาะรูตรงกลางสำหรับร้อยเชือก เพื่อให้จับสะดวกขณะตี ส่วนฉิ่งสำหรับวงเครื่องสายและวงมโหรีนั้น มีขนาดเล็กกว่า วัดผ่านศูนย์กลางได้ขนาดประมาณ 5.5 ซม เนื่องจากการตีฉิ่ง ต้องเอาขอบของฝาข้างหนึ่งกระทบกับอีกฝากหนึ่ง แล้วยกขึ้น ก็จะมีเสียงดังกังวานยาวดัง “ฉิ่ง” แต่ถ้าเอาทั้ง 2 ฝานั้นกระทบและประกบกันไว้ จะได้ยินเสียงดังสั้นๆดัง “ฉับ” ดังนั้นการเรียกชื่อเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า ฉิ่ง ก็เพราะเรียกตามเสียงที่เกิดขึ้นนั่นเอง

ฉาบ เป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ทำด้วยโลหะเมือนกันคล้ายฉิ่ง แต่หล่อให้บางกว่า ฉาบมี 2 ชนิดคือ“ฉาบเล็ก” และ “ฉาบใหญ่”ฉาบเล็กมีขนาด ที่วัดผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 –14 ซมส่วนฉาบใหญ่มีขนาดที่วัดผ่าน ศูนย์กลางประมาณ 24 –26 ซม เวลาบรรเลงใช้ 2ฝามาตีกระทบกัน ให้เกิดเสียงตามจังหวะ เมื่อฉาบทั้งสองข้างกระทบกันขณะตีประกบกันก็ จะเกิดเสียง “ฉาบ” แต่ถ้าตีแล้วเปิดเสียงก็จะได้ยินเป็น แฉ่ง แฉ่ง แฉ่งเป็นต้น

ขิมเหล็ก

ฆ้องชัย รูปร่างเหมือนโหม่ง แต่ขนาดใหญ่กว่า มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร เวลาตีเสียงดังกระหึ่มกังวานก้องไปไกล เรียกชื่อตามเสียง ที่ได้ยินว่า ฆ้องหมุ่ย นิยมใช้ตีในงานมงคลต่างๆเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย จึงเรียกชื่อฆ้องชนิดนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ฆ้องชัย”

ฆ้องเหม่ง เป็นฆ้องขนาดเล็ก หล่อด้วยโลหะหนาเกือบ 1 เซนติเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 19 เซนติเมตร สมัยก่อนใช้ตีเดี่ยวในการบรรเลง “วงบัวลอย” ปัจจุบันไม่ได้ใช้ในวงดนตรี

ฆ้องโหม่งหรือ โหม่ง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30-45 เซนติเมตร เวลาตีเสียงดัง “โหม่งๆ” เดิมใช้ตีบอกเวลาในเวลากลางวัน เราจึงเรียกหน่วยของเวลา ในตอนกลางวันว่า “โมง” หรือ “ชั่วโมง” และใช้กลองตีบอกเวลาในตอนกลางคืน ปกติเสียงกลองจะดัง “ตุ้มๆ” จึงเรียกหน่วยเวลาในตอนกลางคืนว่า “ทุ่ม” มาจนทุกวันนี้

ฆ้องวงชัย(ฆ้องดึกดำบรรพ์) เมื่อรัชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงปรับปรุงวงปี่พาทย์สำหรับประกอบการแสดงละคอน ณ โรงละคอนที่ทรงตั้งชื่อโรงว่า "ดึกดำบรรพ์" ได้ทรงนำเอาฆ้องหุ่ย หรือฆ้องชัย ๗ ลูก มาปรับเสียงใหม่ให้มีสำเนียงเป็น ๗ เสียง แล้วทำที่แขวนเรียงรอบตัวคนตีสำหรับตีเป็นจังหวะห่าง ๆ ตามเสียงของทำนองเพลง ประกอบในวงปี่พาทย์สำหรับกับละคอนโรงนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกละคอนอย่างที่แสดง ณ โรงนั้นว่า "ละคอนดึกดำบรรพ์" และเลยเรียกวงปี่พาทย์ที่ทรงปรับปรุงขึ้นสำหรับละคอนนั้นว่า "ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์" ไปด้วยจึงเกิดมีวงฆ้องชัยขึ้นอีกอย่างหนึ่งด้วยเหตุนี้ ฆ้องเดี่ยวก็ดี ฆ้องคู่ก็ดี ฆ้องราวหรือฆ้องระเบงก็ดี เป็นเครื่องตีให้จังหวะแต่การประดิษฐ์ฆ้องรางและฆ้องวงขึ้นเป็นเหตุให้สามารถเล่นเป็นทำนองได้ และฆ้องทุกชนิดถ้าตีแล้วยังเกิดเสียงไม่ได้ที่ เขาใช้ขี้ผึ้งผสมกับตะกั่วติดตรงกับปุ่มกลางด้านในเป็นการถ่วงให้ได้เสียงตามแต่จะต้องการ

ขิม แต่เดิมแล้วนั้นเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นเครื่องดนตรีที่เป็นของประเทศจีน ขิมเริ่มเข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชาวจีนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดนนำมารวมอยู่ในวงเครื่องสายจีน ซึ่งนำมาใช้ในการประกอบการแสดงงิ้วและนำมาบรรเลงในงานเทศกาลต่าง ๆ จนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 6 นักดนตรีของไทยได้มาขิมของจีนแต่เดิมมาบรรเลง และได้ดัดแปลงแก้ไขบางอย่าง คือ เปลี่ยนจากสายลวดมาเป็นสายทองเหลืองให้มีขนาดโตขึ้น เทียบเสียงเรียงลำดับไปตลอดถึงสายต่ำสุด เสียงคู่แปดมือซ้ายและมือขวามีระดับเกือบจะตรงกัน เปลี่ยนไม้ตีให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นและก้านแข็งขึ้น หย่องที่หนุนสายมีความหนากว่าเดิมเพื่อให้เกิดความสมดุลและเพื่อเพิ่มเสียงให้มีความดังมากยิ่งขึ้น และไม่ให้เสียงที่ออกมามีความแกร่งกร้าวจนเกินไป ให้ทาบหนังหรือสักหลาดตรงปลายไม้ตี ส่วนที่กระทบกับสายทำให้เกิดความนุ่นนวล และได้รับความนิยมบรรเลงร่วมอยู่ในวงเครื่องสายผสมของไทยในปัจจุบัน

ฆ้องคู่ ฆ้องขนาดเล็กสองใบ ใบหนึ่งเสียงต่ำ ใบหนึ่งเสียงสูง ใช้ผูกคว่ำไว้บนราง มีลักษณะเป็นหีบไม้ เวลาตีเกิดเสียงดัง “โหม้ง-เม้ง” หรือ “โหน้ง-เนง” ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ชาตรี ประกอบการแสดงโนรา และละครชาตรี ประดิษฐ์ขึ้นพร้อมกับการแสดงโนราชาตรี นิยมเล่นกับแถบจังหวัดภาคใต้มาก่อน นิยมเล่นประกอบการแสดงหนังตะลุง

ฆ้องราง มีรางสำหรับแขวนลูกฆ้อง จำนวน 7-8 ลูก เทียบเสียงสูง-ต่ำลดหลั่นกันครบ 7-8 เสียง ใช้บรรเลงทำนองได้ ปัจจุบันไม่มีใช้ในวงดนตรีไทย
ฆ้องราว ใช้ฆ้องสามใบ ขนาดลดหลั่นกัน “ใหญ่ กลาง เล็ก” แขวนเรียงกันตามขนาด ใช้บรรเลงประกอบการแสดงมหรสพโบราณ เรียกว่า “ระเบง” จึงเรียกชื่อฆ้องชนิดนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ฆ้องระเบง”

เครื่องตีที่ทำด้วยไม้


โปงลาง














(อิสาน)มีลักษณะวิธีการบรรเลงคล้ายกับระนาดเอก คือนำท่อนไม้ หรือกระบอกไม้มาร้อยติดกันเป็นผืน และใช้ไม้ตีเป็นทำนองเพลง แขวนตี กับเสาบ้าง ขึงบนรางบ้าง หรือบางทีก็ผูกติดกับตัวผู้บรรเลง เครื่องดนตรีชนิดนี้พบทั่วไปในหลายประเทศ สำหรับในประเทศไทยพบในแถบภาคอีสาน และเรียกเครื่องดนตรีนี้หลายชื่อด้วยกัน เช่นเรียกว่า หมากกลิ้งกล่อม หมากขอลอ หรือหมากโปงลาง เป็นต้น ที่ได้ชื่อว่า หมากขอลอ เพราะเวลาเคาะแต่ละลูกมีเสียงดังกังวานคล้าย ขอลอ (หมายถึง เกราะ ในภาษาอีสาน) ส่วนคำว่า โปงลาง นั้น เดิมเป็นคำที่ใช้เรียก กระดึงสำริด ที่ใช้แขวนคอวัวในสมัยโบราณที่เรียกกระดึงนี้ว่าโปงลางคงเรียกตามเสียงที่ได้ยิน ต่อมามีผู้นำชื่อนี้ไปตั้งเป็นชื่อ ลายแคน (การบรรเลงแคน) ที่เป่าเลียนเสียงโปงลางที่ผูกคอวัวเรียกว่า ลายโปงลาง และที่เรียกว่าหมากกลิ้งกล่อมก็เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ สามารถกล่อมให้ผู้ฟังมีความเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน โปงลาง นิยมทำจากไม้มะหาด หรือไม้หมากเหลื้อม เพราะเป็นไม้ที่มีความอยู่ตัวมากกว่าไม้อื่นๆ วิธีการทำเอาไม้มาถากเหลาให้ได้ขนาดลดหลั่นกันตามเสียง ที่ต้องการในระบบ 5 เสียง โปงลาง 1 ชุดจะมีจำนวนประมาณ 12 ลูก ใช้เชือกร้อยรวมกันเป็นผืน เวลาตีต้องนำปลายเชือกด้านหนึ่งไปผูกแขวนไว้กับเสาในลักษณะห้อยลงมา ส่วนปลายเชือกด้านล่างจะผูกไว้กับขา หรือเอวของผู้ตี วิธีการเทียบเสียง โปงลาง ทำโดยการเหลาไม้ให้ได้ขนาด และเสียงตามต้องการ ยิ่งเหลาให้ไม้เล็กลงเท่าใดเสียงก็จะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งแตกต่างจากระนาดในปัจจุบัน ที่มีเจ็ดเสียง และมีการปรับแต่งเทียบเสียงด้วยการใช้ ตะกั่วผสมขี้ผึ้ง ถ่วงใต้ผืนระนาด เพื่อให้ได้ระดับเสียง และคุณภาพเสียงที่ต้องการ การบรรเลงหมากกลิ้งกล่อม หรือโปงลาง นิยมใช้ผู้บรรเลงสองคนต่อเครื่องดนตรีหนึ่งชิ้น แต่ละคนใช้ไม้ตี ๒ อัน การเรียกชื่อเพลงที่บรรเลงด้วยโปงลางมักจะเรียกตามลักษณะและลีลาของเพลงโดยการสังเกตจากสภาพของธรรมชาติที่อยู่รอบ ๆ ตัว เช่น เพลง "ลายนกไซบินข้ามทุ่ง" หรือเพลง "ลายกาเต้นก้อน" เป็นต้น

1.ระนาดเอกไม้

2.ระนาดทุ้มไม้

ประวัติความเป็นมาและหน้าที่ของระนาด (ภาคกลาง)ระนาด เป็นเครื่องดนตรีที่วิวัฒนาการมาจากกรับ โดยใช้ไม้กรับขนาดเล็กใหญ่ลดหลั่นกัน เรียกว่า "ลูกระนาด" นำมาร้อยให้ติดกันเป็นผืนเรียกว่า "ผืนระนาด" ซึ่งแขวนไว้บนราง ใช้ขี้ผึ้งกับตะกั่วผสมกันติดหัวท้ายของลูกระนาด เพื่อถ่วงเสียงให้มีระดับต่างกันออกไป ลูกระนาดนี้แต่ก่อนทำด้วยไม้ไผ่ที่เรียกว่า ไผ่บงหรือไผ่ตง ต่อมามีผู้นำเอาไม้แก่น เช่น ไม้ชิงชัง ไม้มหาด ไม้พยุง มาเหลาใช้ แต่ที่นิยมกันว่าเสียงเพราะคือ ไม้ไผ่ตง ระนาดมี ๒ ชนิดคือ ระนาดเอก และระนาดทุ้ม ระนาดที่ทำด้วยไม้ แบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ 1.ระนาดเอกไม้ลักษณะโดยทั่วไป ระนาดเอกไม้ประกอบด้วย ๒ ส่วนสำคัญคือ รางระนาด และผืนระนาด ซึ่งทำด้วยไม้ทั้งสองส่วน รางระนาด มีลักษณะเป็นรางงอนขึ้นทั้งสองข้าง อยู่บนฐานยกพื้น รางระนาดอาจเป็นรางเรียบๆ ธรรมดา หรืออาจแกะสลักลงลักปิดทองก็ได้ ซึ่งการทำดังกล่าวเรียกว่า "ระนาดรางทอง" ผืนระนาด มักทำด้วยไม้ไผ่หรือไม้ชิงชัน มี ๒๑ - ๒๒ ลูก เจาะรูร้อยด้วยเชือกตลอดทั้งผืน ที่ด้านล่างของลูกระนาดแต่ละลูก ปาดให้มีความหนาบางไม่เท่ากัน และถ่วงด้วยขี้ผึ้งถ่วงระนาด เพื่อให้เสียงที่แตกต่างกัน การเทียบเสียงระนาดแต่ละลูก ต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ ไม้ตีระนาดเอกไม้ แบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ


๑. ไม้นวม มีลักษณะอ่อนนุ่ม ซึ่งพันด้วยผ้า เสียงที่ได้จะนุ่มนวล


๒. ไม้แข็ง มีเสียงดังแข็งกร้าว ซึ่งมักพันด้วยผ้าแล้วลงรักทับให้แข็ง หน้าที่ของระนาดเอกไม้ คือ เป็นตัวนำในวงปี่พาทย์ ดำเนินทำนองในทางเข้ม โลดโผน สนุกสนาน เปรียบเสมือนเป็นพระเอกของวง



2.ระนาดทุ้มไม้ เป็นเครื่องดนตรีที่คู่กันกับระนาดเอก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เลียนแบบระนาดเอกไม้ มีรางวางราบไปกับพื้น ผืนทำด้วยไม้ มี ๑๗ - ๑๘ ลูก รางอาจแกะสลักปิดทองหรือไม่ก็ได้ เสียงจะทุ้ม ลูกระนาดทุ้มมีลักษณะขนาดใหญ่กว่าระนาดเอกและไม้ที่ใช้ตีก็มีขนาดใหญ่กว่า นิ่มกว่าระนาดเอก ด้วยเช่นกันหน้าที่ของระนาดทุ้ม เปรียบได้กับตัวตลก ทำหน้าที่สอดประสานหลอกล่อกับระนาดเอก บรรเลงในแนวกระทุ้ง กระแทก กระทั้น สนุกสนานในการบรรเลง บางครั้งมีท่าทางการตีที่แปลกๆ เช่น ใช้ข้อศอกตีลงที่ลูกระนาดทุ้ม เป็นต้น




แกร็ปยาว







เกราะ เป็นเครื่องตีที่ทำด้วยไม้ไผ่ เดิมเป็นเครื่องตีสำหรับขานยาม ไม่ปรากฏว่านำมาใช้ร่วมในวงการดนตรี แต่ในการเล่นโขนละครตอนพักทัพที่อยู่เวรยาม และตอนที่หัวหน้าหมู่บ้านใช้ตีเป็นอาณัติสัญญาบอกเหตุอันตราย หรือตีเพื่อนัดหมายชุมนุมลูกบ้าน เกราะ ทำด้วยไม้ไผ่ตัด เป็นปล้อง ไว้ข้อหัวท้าย ด้านล่างผ่าเจาะเป็นแนวยาวไปตามลำ ใช้ไม้ซีกหรือไม้แก่นเหลาขนาดพอเหมาะมือทำเป็นไม้ตี โดยผูกเชือกให้ติดไว้กับกระบอก บางทีก็เจาะทะลุที่ข้อทั้งสอง ข้าง สำหรับร้อยเชือกผูกแขวนหรือห้อย
วิธีตีเกราะมือซ้ายจับเชือกให้เกราะตั้งขึ้น มือขวาจับไม้ตี ตีบริเวณตรงกลางปล้อง หรือถัดมาทางล่างของปล้อง




โกร่ง เป็นเครื่องตีกำกับจังหวะที่ทำด้วยไม้ไผ่ เช่นเดียวกับเกราะ แต่ยาวกว่า ตั้งอยู่บนขา 2 ขา เคยเห็นใช้ตีตามชนบท ในฤดูการงานสงกราณต์ เด็กๆและหนุ่มสาวใช้ตีประกอบการร้องที่เรียกว่า " ร่ำ " คือการตีควบไปกับการร้องในการเชิญทรงเจ้าเข้าผี และรำแม่ศรี เป็นต้น ที่ใช้ในวงการดนตรีก็คือ การตีร่วมกับการแสดงหนังใหญ่ และโขนละคร โดยเฉพาะในการบรรเลงเพลงกราวตรวจพล แต่ในการแสดงโขน ของกรมศิลปากร จะใช้โกร่งร่วมตีในวงปี่พาทย์ในการแสดงโขนกลางแจ้ง ถ้าเป็นการแสดงภายในจะไม่ใช้เพราะเสียงดังเกินไป โกร่ง ทำด้วยไม้ไผ่ยาว 4 หรือ 4 ปล้อง ตัดปาดหัวท้ายเหลือปล้องไว้ เจาะเป็นช่องระบายไปตามปล้อง โดยเจาะปล้องเว้นปล้อง หัวและท้ายจะมีไม้ทำเป็นขารองรับ เวลาตีจะวางราบขนานไปกับพื้น ใช้ไม้ตี ซึ่งด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก คล้ายกรับไม้ 2 อัน มาตีลง ระหว่างกึ่งกลางปล้อง ผู้ตีจะนั่งตีพร้อมกัน 2 หรือ 3 คนตีไปตามจังหวะใหญ่ ของทำนองเพลง โดยเฉพาะในเพลงกราวตรวจพล ซึ่งจะทำให้ผู้แสดงโขนฟังจังหวะได้ชัดเจน สามารถเต้นตามจังหวะได้พร้อมเพรียงกัน


กรับเสภา เป็นเครื่องตีกำกับจังหวะอีกชนิดหนึ่ง ที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง โดยเฉพาะไม้ชิงชัน เหลาให้เป็นสี่เหลี่ยม ด้านบนลบเหลี่ยมเล็กน้อย เพื่อไม่ให้บาดมือและสามารถกลิ้งตัวของมันเอง กลอกกระทบกันได้สะดวก ด้านล่างนูนโค้งเล็กน้อย เดิมใช้ขยับตีในการขับเสภา ดังที่เรียกว่า " ขยับกรับขับเสภา " ซึ่งผู้ขับ เสภาจะเป็นผู้ขยับเอง โดยใช้กรับ 2 คู่ ขยับคู่ละมือ ขับเสภาไปพลาง ขยับกรับสอดแทรกไปกับทำนองขับ ซึ่งมีวิธีการขยับกรับได้หลายวิธี อันถือเป็นศิลปชั้นสูงอย่างหนึ่งในการขยับกรับขับเสภา ซึ่งนิยมเล่นกันมากในสมัยโบราณ ในปัจจุบันคนขยับขับเสภาลดน้อยลง การเล่นปี่พาทย์เสภาก็เลือนหายไป คงเหลือกรับไว้สำหรับตีกำกับจังหวะหนักในวงปี่พาทย์ ซึ่งลดเหลือคู่เดียว เวลาตีมือหนึ่งจับกรับคว่ำมือลง อีกมือหนึ่งจับกรับหงายมือขึ้นตีกระทบกัน ที่ถูกต้องควรตีให้มีเสียงกล่ำกันเล็กน้อย เสียงจะดังไพเราะ



กรับพวง เป็นเครื่องตีกำกับจังหวะที่ทำด้วยไม้ ผสมโลหะ ร้อยเชือกติดกันเป็นพวง ทั้งไม้และโลหะทำเป็นแผ่นบางๆสลับกัน โดยชิ้นนอกสุด 2 ชิ้น จะเหลาหนา หัว และท้ายงอนโค้งงอน ด้านจับเล็ก ตอนปลายใหญ่ ร้อย เชือกทางด้านปลาย ให้หลวมพอประมาณ เวลาตีมือหนึ่งจะจับกัมตอนปลาย ให้หัวตีลงบนมืออีกข้างหนึ่ง ซึ่งจะมีเสียงไม้กับโลหะกระทบกัน เดิมใช้ตีเป็นอาณัติสัญญาณ เช่นในการเสด็จออกท้องพระโรงของพระเจ้าแผ่นดิน ที่เรียกว่า " รัวกรับ " โดยเฉพาะในเรือสุพรรณหงส์ พระราชพิธีทอดผ้าพระกฐินทางชลมารค เจ้าพนักงานจะรัวกรับ เพื่อบอกฝีผายทำความเคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และออกเรือ ในวงการดนตรี จะใช้กรับพวงตีร่วมในวงปี่พาทย์ ประกอบการแสดงละคอนนอก ละครใน ตลอดจนโขน ละคอนที่แสดงภายใน โดยเฉพาะเพลงร่าย


กรับคู่ ทำด้วยไม้ไผ่ซีก 2 อันเหลาให้เรียบและเกลี้ยง หนาตามขนาดของเนื้อไม้ หัวและท้ายกว่าใหญ่ลดหลั่นกันเล็กน้อย ตีด้วยมือทั้งสองข้าง โดยจับข้างละอัน ให้ด้านที่เป็นผิวไม้กระทบกัน ตีลงบริเวณใกล้กับตอนหัว มีเสียงดัง กรับ กรับ โดยมากจะใช้ตีกำกับจังหวะในวง ปี่พาทย์ชาตรี ประกอบการแสดงละครชาตรี โดยเฉพาะ ในเพลงร่ายต่างๆ ในวงกลางยาวก็นิยมใช้กรับคู่ไปตีกำกับจังหวะหนัก ที่เรียกว่ากรับคู่คงเป็นเพราะมีเป็นคู่ 2 อัน บางทีก็เรียกว่า " กรับไม้ "


































เครื่อง ประเภทตี

ประเภทเครื่อง ตี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1.เครื่องตีที่ทำด้วยไม้
2.เครื่องตีที่ทำด้วยโลหะ
3.เครื่องตีที่ทำด้วยหนัง

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ประเภท เครื่องสี

ประเภท เครื่องสี ได้แก่ สะล้อ ซอด้วง ฯลฯ



ซอด้วง(ภาคกลาง)
เป็นเครื่องสายชนิดหนึ่ง บรรเลงโดยการใช้คันชักสี กล่องเสียง ทำ ด้วยไม้เนื้อแข็ง ขึงหน้าด้วยหนังงู มีช่อง เสียงอยู่ด้านตรงข้าม คันทวนทำด้วยไม้เนื้อ แข็ง ยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร มีลูกบิดขึ้นสาย อยู่ตอนบน ซอด้วงใช้สายไหมฟั่นหรือสาย เอ็น มี ๒ สาย ขนาดต่างกัน คันชักอยู่ระหว่าง สาย ยาวประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ซอด้วงมีเสียงแหลม ใช้ เป็นเครื่องดนตรีหลักในวงเครื่องสาย





ซออู้(ภาคกลาง)
เป็นเครื่องสายใช้สี กล่องเสียงทำด้วยกะโหลกมะพร้าว ขึ้นหน้าด้วยหนังวัว มีช่องเสียงอยู่ด้านตรง ข้าม คันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตอนบนมี ลูกบิดสำหรับขึงสาย สายซอทำด้วยไหมฟั่น มีคันชักอยู่ระหว่างสาย ความยาวของคันซอ ประมาณ ๖๐ เซนติเมตร คันชักประมาณ ๕๐ เซนติมตร ซอ อู้มีเสียงทุ้มต่ำ บรรเลงคู่และสอดสลับกับ ซอด้วงในวงเครื่องสายซอ



สามสายอู้(ภาคกลาง)
เป็นเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งของไทยเรา มีชื่อตามลักษณะรูปร่าง คือ มี 3 สาย เหมือนกับเครื่องดนตรีของจีนที่เรียกว่า สานเสียน (Sanhsien) และ
เครื่องดนตรีของญี่ปุ่นที่เรียกว่า ซามิเส็น (Shamisen)
แต่ทั้งสานเสียนของจีนและซามิเส็นของญี่ปุ้น เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีด สานเสียนของจีน กะโหลกเป็นรูปสี่เหลี่ยมลบมุมจนเกือบเป็นรูปไข่ ขึ้นหน้ าด้วยหนังงูเหลือม และดีดด้วยนิ้วมือ ส่วนซามิเส็น ของญี่ปุ่น รูปกะโหลกเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยม ด้านข้างโค้งเล็กน้อยทั้งสี่ด้าน ขึ้นหน้าด้วยไม้ และดีดด้วยไม้ดีดรูปร่างคล้ายๆขวาน แต่เครื่องดนตรีทั้งสองชนิดนี้ ก็มีสามสายเช่นเดียวกับซอสามสายเช่นเเดียวกัน

สะล้อ(ภาคเหนือ) อาจเรียกว่า ถะล้อ ธะล้อหรือ ทะร้อ ซึ่งมีรูปศัพท์เดิมจากภาษขอมว่า “ ทรอ ” ซึ่งภาษไทยกลางออกเสียงเป็น “ ซอ ” แต่ในโคลงนิราศหริภุญชัยว่า “ ธะล้อ ” เป็นเครื่องสายที่บรรเลงด้วยการใช้คันชักสีลงบนสายที่ขึงผ่านหน้ากล่องเสียงทำด้วยกะลามะพร้าว ซึ่งตัดด้านหนึ่งออกไปเหลือประมาณ ๒ / ๓ ของกะลาทั้งลูก ตรงที่ถูกตัดออกไปนั้นปิดด้วยไม้เรียบบาง ๆ ซึ่งเรียกว่า “ ตาดสะล้อ ” คันทวน ของสะล้อเป็นไม้กลมทำจากไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ ๖๔ เซนติเมตร เสียบทะลุกล่องเสียง ใกล้ ๆ ขอบที่ปิดด้วยตาด ปลายคันทวนเสียบลูกบิด ๒ อันในลักษณะทแยงเข้าไปในคันทวน มีไว้สำหรับผูกสายสะล้อและตั้งสาย สายนิยมใช้สายโลหะมากกว่าสายเอ็นเหมือนซอด้วงและซออู้ ส่วนมากทำจากลวดสายห้ามล้อรถจักรยาน คันชักสะล้อทำด้วยไม้ โค้งงอคล้ายคันศร ขึงด้วยหางม้าหรือสายไนลอน ทบไปทบมาหลายสิบทบ ไม่เอาคันชักขัดไว้ระหว่างสายเหมือนกับซออู้และซอด้วง สิ่งที่ใช้เสียดสีกับสายของคันชักเพื่อให้เกิดความฝืดในขณะสี ได้แก่ ยางสนหรือชัน ซึ่งติดไว้บนกะลาตรงจุดที่ใช้สายคันชักสัมผัสให้เกิดเสียง







สะล้อมี ๓ ขนาด ได้แก่


๑ . สะล้อเล็ก มี ๒ สาย
๒ . สะล้อกลาง มี ๒ สาย
๓ . สะล้อใหญ่ มี ๓ สาย

มีวิธีการเล่นซอสามสายแต่ไม่เอาคันชักไว้ระหว่างสาย
สะล้อที่นิยมบรรเลงคือสะล้อที่มี ๒ สาย
ส่วนสะล้อ ๓ สายไม่ค่อยมีผู้นิยมเล่นเพราะเล่นยากกว่าสะล้อ ๒ สาย
นอกจากใช้สะล้อบรรเลงเดี่ยวแล้ว
ยังนิยมใช้บรรเลงร่วมกับวงดนตรีพื้นเมืองสะล้อ – ซึง หรือบางแห่งใช้บรรเลงร่วมกับปี่ชุม ประกอบการซอ บทเพลงที่เล่นมักเป็นเพลงพื้นเมืองของล้านนา
ผู้ที่ทำสะล้อขายจะเป็นแหล่งเดียวกันกับที่ทำซึงขายและนักดนตรีที่เล่นเป็นส่วนมากก็จะทำไว้เล่นเองด้วยเหมือนกับซึง

ซอกระป๋องอู้(ภาคกลาง) รูปร่างลักษณะ
ซอชนิดนี้เป็นของชาวบ้านที่ประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ ทำขึ้นเพื่อความบันเทิง โดยทำแบบซอด้วง หรือซออู้ แต่ใช้ปีบขนาดเล็ก กระป๋องนมหรือกระป๋องอื่นๆ มาทำกล่องเสียงแทนไม้และกระโหลกมะพร้าว ไม่ต้องขึงหนัง แต่ใช้ด้านก้นกระป๋องเป็นหน้าซอแทน ส่วนประกอบอื่นๆ เหมือนกับซอด้วง ซออู้ นิยมใช้สายเอ็นตกปลาแทนสายไหม

ประวัติ
ทำเล่นกันมาประมาณสัก ๕๐ ปีแล้ว แต่ไม่แพร่หลายนัก พบตามชนบทที่ห่างตัวเมืองมากๆ ซึ่งหาวัสดุที่จำเป็นยาก

การเทียบเสียง
ขึ้นคู่ ๕ เช่นเดียวกับซออู้เเละซอด้วง

การประสมวง
๑.
บรรเลงโดยเอกเทศ
๒.
ประสมกับขลุ่ย เครื่องดนตรีอื่นๆ ตามแต่จะมี และเครื่องจังหวะ

บริเวณที่นิยมบรรเลง
พบตามชนบทในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม อยุธยา นครปฐม

โอกาสที่บรรเลง
เพื่อความบันเทิงในทุกโอกาส

บทเพลงที่นิยมบรรเลง
เพลงไทยชั้นสุงในอัตราจังหวะสองชั้น และเพลงพื้นบ้านที่ร้องกันได้ ตลอดจนเพลงลูกทุ่งทำนองเพลงไทยๆ หลายเพลง

ซอบั้ง (อีสาน )
รูปร่างลักษณะเครื่องสายใช้สี ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ ขังข้อทั้ง ๒ ด้าน ปอกเปลือกและเหลาจนบาง ช่องเสียงอยู่ด้านหลังตรงข้ามกับด้านที่ขึงสาย ด้านบนของซอมีลูกบิดขึงสาย ๒ อัน สายทำด้วยลวด ใช้สีด้วยคันชัก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของซอประมาณ ๗ ซม. ยาวปนระมาณ ๔๕ ซม. คันชักทำด้วยไม้เนื้ออ่อนหรือไม้ไผ่ ยาวประมาณ ๔๐ ซม. ขึงหางม้าประวัติมีเล่นกันมานานแล้ว ไม่อาจกำหนดเวลาได้
การเทียบเสียง
ขึ้นเสียงเดียวกันทั้ง ๒ สาย แต่ใช้กดเป็นทำนองเฉพาะสายเอก ส่วนสาย ๒ ใช้เป็นเสียงเสพ ( เสียง Drone) นิยมขึ้นเสียงเป็นคู่ ๑ คู่ ๔ หรือ คู่ ๕
ประวัติ
มีเล่นกันมานานแล้ว ไม่อาจกำหนดเวลาได้
การเทียบเสียง
ขึ้นเสียงเดียวกันทั้ง ๒ สาย แต่ใช้กดเป็นทำนองเฉพาะสายเอก ส่วนสาย ๒ ใช้เป็นเสียงเสพ ( เสียง Drone) นิยมขึ้นเสียงเป็นคู่ ๑ คู่ ๔ หรือ คู่ ๕



การประสมวง
บรรเลงเอกเทศ - ประสมวงดนตรี0ของชาวผู้ไท
บริเวณที่นิยมบรรเลง
พบที่จังหวัดอุบลราชธานี
กลุ่มชาวผู้ไท จ.สกลนคร กาฬสินธุ์
โอกาสที่บรรเลง
เพื่อความบันเทิงทั่วไป สีประกอบการชกมวย
ประกอบการลำ การฟ้อน ( ผู้ไท)
บทเพลงที่นิยมบรรเลง
เพลงพื้นบ้านอิสานทุกเพลงและเพลงพื้นบ้านผู้ไท



ซอกันตรึม(อิสาน)รูปร่างลักษณะ
เครื่องสายใช้สี ทำด้วยไม้ กล่องเสียงซึงด้วยหนังงู มีช่องเสียงอยู่ด้านตรงข้าม หน้าซอ ใช้สายลวด มี ๒ สาย คันชักอยู่ระหว่างสาย คันซอยาวประมาณ ๖๐ ซม. มีลูกบิดอยู่ตอนบนอกซอใช้รัดด้วยเชือก ขนาดของซอแตกต่างกันไปตามความประสงค์ของผู้สร้าง โดยทั่วไปมี ๓ ขนาด ตรัวจี้(เล็ก) ตรัวเอก(กลาง) ตรัวธม(ใหญ่)
ประวัติ


ซอกรันตรึม ใช้เป็นเครื่องดนตรีหลักในวงกรันตรึมมาช้านานแล้ว แต่เดิมบรรเลงเฉพาะเพลงพื้นบ้านภายหลังได้รับอิทธิพลจากภาคกลางไปบ้าง
การเทียบเสียง
ซอจี้ (ซอเล็ก) คู่ ๕ -
ซอกลาง
ซอธม (ซอใหญ่)คู่ ๕
การประสมวง
ประสมในวงกรันตรึม วงเจรียง อาไย รวมทั้งประกอบระบำ (เรือม)ต่างๆ
บริเวณที่นิยมบรรเลง
จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ
โอกาสที่บรรเลง
- การละเล่นในงานมงคล, งานเฉลิมฉลองตามประเพณี , ในโอกาสทำพิธีกรรมต่างๆ
บทเพลงที่นิยมบรรเลง
ได้แก่ เพลงพื้นบ้านอิสานใต้ทั่วไป เช่น กะโนบ ติงตอง อมตูก ปะการัญเจก ฯลฯ

ประเภทเครื่องดีด

ประเภทเครื่องดีด ได้แก่ เครื่องดนตรีที่มีสายเสียงเป็นสะพานวางสาย แล้วใช้ไม้ตัดปลายแหลมทู่ เป็นเครื่องมือดีดสายร่วมกับใช้นิ้วมือซึ่งจะคอยกดปิดเปิดเสียงตามฐานเสียงระดับต่างๆเครื่องดนตรีประเภทดีด ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ จะเข้ นอกจากนั้นก็เป็น พิณ และ กระจับปี่ ซึ่งมีผู้นำมาบรรเลงบ้างเป็นครั้งคราว



พิณเพี๊ยะ(ภาคเหนือ) เครื่องดนตรีในพระราชพิธี มีลักษณะคล้ายกับพิณน้ำเต้า แต่ประดิษฐ์ให้มีสายเพิ่มขึ้น 2 ถึง 4 สาย ตามที่ปรากฏในท้องถิ่นภาคเหนือ ผู้เล่นนิยมดีดคลอไปกับการขับร้องของตนเอง นิยมดีดพิณเพี๊ยะในขณะที่ไปเกี้ยวจีบสาวตามหมู่บ้านในเวลาค่ำ ปัจจุบันยังมีการเล่นบ้าง เฉพาะทางภาคเหนือ เท่านั้นเอง


พิณน้ำเต้า (ภาคเหนือ) เครื่องดนตรีในพระราชพิธีพิณน้ำเต้าเป็นพิณสายเดียว ทำจากลูกน้ำเต้า และต่อมาได้ดัดแปลงเป็นพิณหลายสาย การเล่นพิณน้ำเต้า ผู้เล่นส่วนใหญ่เป็นชาย เวลาเล่นจะไม่สวมเสื้อ ใช้ส่วนที่ทำจากน้ำเต้า กดทับลงที่หน้าอก ใช้ดีดประสานเสียงกับเสียงซอของ




กระจับปี่ (ภาคกลาง) เครื่องดนตรีในพระราชพิธี เป็นพิณชนิดหนึ่งมี 4 สาย เหตุที่เรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า “กระจับปี่” เพราะว่าเสียงที่เรียก เพี้ยนมาจากคำว่า “กัจฉปิ” ซึ่งเป็นภาษาชวา เพี้ยนมาจากอีกต่อหนึ่งของภาษาบาลีว่า “กัจฉปะ” แปลว่า “เต่า” นิยมนำไปเล่นรวม ในวงมโหรีในสมัยก่อน แต่เนื่องจากกระจับปี่มีเสียงเบา และมีน้ำหนักมาก เพราะทำจากไม้แก่น ถือติดพกไปไหนไม่สะดวก จึงไม่มีผู้นิยมนำมาเล่น ต่อมา กระจับปี่จึงหายไปจากวงดนตรีไทย


พิณอีสาน พิณมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปเช่น ซุง ซึง หมากจับปี่ หมากตดโต่ง หมากตับเต่ง เป็นต้น พิณทำด้วยไม้ เช่น ไม้ขนุน (ไม้บักมี่)เพราะมีน้ำหนักเบาและให้เสียงทุ้มกังวานไพเราะกว่าไม้ชนิดอื่น มีรูปร่างคล้ายกีตาร์แต่ฝีมือหยาบกว่า พิณอาจจะมี 2 สาย 3 สาย หรือ 4 สายก็ได้ โดยแบ่งออกเป็น2 คู่ เป็นสายเอก 2 สาย และสายทุ้ม 2 สาย ดั้งเดิมใช้สายลวดเบรครถจักรยานเพราะคงทนและให้เสียงดังกว่าสายชนิดอื่น แต่ในปัจจุบันนิยมใช้สายกีตาร์แทนการขึ้นสายไม่มีระบบแน่นอน นมหรือขั้นที่ใช้นิ้วกดบังคับระดับเสียงจะไม่ฝังตายตัวเหมือนกีตาร์หรือแมนโดลิน การเล่นก็เล่นเป็นเพลงเรียกว่าลายโดยมากพิณจะเล่นคู่กันกับแคน














ซึง (ภาคเหนือ) เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ใช้วิธีเล่นโดยการดีด สมัยก่อนใช้สายลวดเส้นเล็ก ๆ หรือสายเบรกรถจักยาน แต่ปัจจุบันนิยมใช้สายกีตาร์แทน ซึงของชาวเหนือเป็นพิณแบบสายคู่ โดยแบ่งเป็นสายบน และคู่สายล่าง (สายบน - สายลุ่ม) มีลูกนับแบ่งเป็นช่อง ๆ คล้ายกีตาร์ ซึงมีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่และยังมีขนาดใหญ่มาก ๆ เรียกกันว่า ซึงหลวง แต่นิยมเล่นกันทั่วไปมักเล่นเพียง ๓ ขนาด คือ ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ซึงใช้เล่นเพื่อให้เสียงประสาน และตัดกัน ในการเล่นเป็นกลุ่ม หรือคณะ หรือเล่นบรรเลงเดี่ยวโดยเลือกขนาดที่ชอบของแต่ละบุคคล ซึงแต่ละขนาดต่างมีสำเนียงเฉพาะตัว มีความไพเราะ คนละรูปแบบส่วนประกอบของซึง

จะเข้
เป็นเครื่องดีดที่ได้ดัดแปลงแก้ไขมาจากพิณ โดยประดิษฐ์ให้นั่งดีดได้สะดวกและให้ไพเราะยิ่งขึ้น โดยเหตุที่แต่เดิมนั้นตัวทำเป็นรูปร่างอย่างจระเข้ จึงเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้สั้น ๆ ว่า “จะเข้” สมัยต่อมา จะเข้มี 3 สาย สายหนึ่งทำจากทองเหลือง อีกสองสายทำด้วยไหมถักหรือสายเอ็น ไม้ดีดทำด้วยงาช้างหรือกระดูกของสัตว์ มีลักษณะกลมปลายแหลม ไทยเรารู้จักเล่นจะเข้มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยา แต่เพิ่งนำมาผสมเข้ากับวงเครื่องสายและมโหรี เมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า จะเข้เป็นเครื่องดนตรีไทย ที่เหมาะสำหรับเดี่ยวก็ได้ปัจจุบัน จะเข้ นับว่าเป็นเครื่องดนตรีที่คุ้นหูคุ้นตาชนิดหนึ่งมีกระแสเสียงก้องกังวานและไพเราะเป็นที่นิยมแพร่หลายในวงการดนตรีไทยทั่ว ไป
ไหซอง


เป็นเครื่องดนตรีประเภทคุมจังหวะ ให้เสียงทุ้มต่ำ แตกต่างกันขึ้นอยู่กับความโตของไหที่ใช้ และความตึงหย่อนของหนังยางที่ขึงพาดอยู่ปากไห ไหซอง โดยทั่วไป นิยมใช้บรรจุปลาร้า เกลือ และหมักสาโท ยังไม่ทราบชัดเจนว่า ใครเป็นผู้นำไหซอง มาทำเป็นเครื่องดนตรีคนแรกไหซอง ทำเป็นเครื่องดนตรี ได้โดย ใช้สายยาง หรือสายหนังสะติ๊ก (สมัยก่อน ใช้ยางในรถจักรยาน หรือยางในล้อรถ ต่อมาใช้ยางหนังสะติ๊ก) ขึงให้ตึงพาดผ่านปากไห และมัดยึดปลายสองด้านไว้กับคอไห ปรับความตึงของหนังยางให้พอเหมาะ เวลาจะเล่น ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เกี่ยวดึงสายหนังยางขึ้นมาแล้วปล่อย เสียงที่ได้จากการดึงปล่อยหนังยาง จะดังทุ้มต่ำ คล้ายเสียงเบส สมัยก่อนนั้น ยังไม่มีเบส จึงใช้ไหซองแทนเสียงเบส โดยจำนวนไหที่นิยมใช้ ประมาณ ๔-๕ลูก ปรับระดับคีย์เสียงให้เหมาะสมกับเสียงดนตรีหลัก โดยปรับความตึงของหนังยาง วางเรียงไหบนขาตั้งไห จากใหญ่ไปหาเล็ก และผู้บรรเลงไหซอง ก็เป็นผู้ชายเหมือนเครื่องดนตรีอื่นๆ วงโปงลางในยุคปัจจุบัน ส่วนใหญ่ ใช้เบส คุมจังหวะ จึงไม่มีการดีดไหซองจริงๆ ซึ่งไหซองในปัจจุบัน เป็นเพียงโชว์ลีลาการดีดประกอบท่าฟ้อนรำแบบอ่อนช้อยแพรวพราว ดังนั้น จึงนิยมใช้ผู้หญิงเป็นผู้ดีดไห เรียกว่า นางดีดไห หรือนางไห และนางไหนี่เอง ถือเป็นจุดดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้มาก

เครื่องดนตรีไทย มี 4ประเภท

1.ประเภทดีด
2.ประเภทสี
3.ประเภทตี
4.ประเภทเป่า

วงซอ

วงซอ ซอในจังหวัดลำปาง มีทั้งแบบซอเมืองน่าน กับซอเชียงใหม่ ซอเมืองน่านมีคณะซอที่ใช้วงสะล้อ และซึงบรรเลงประกอบการซอ ส่วนซอเชียงใหม่เป็นคณะซอที่ใช้วงปี่จุมบรรเลงประกอบการซอ ประกอบด้วยปี ๓ - ๔ เลา และซึง ๑ คัน

วงกลองสิ้งหม้อง

วงกลองสิ้งหม้อง คือวงกลองยาวขนาดเล็กมีอยู่ตามวัดต่าง ๆ ประกอบด้วยกลองยาว ๑ ใบ สิ้ง (ปัจจุบันใช้ฉาบ) ๑ คู่ ฆ้องขนาดย่อม (เรียกตามเสียงว่าฆ้องหม้องหรือมอง) ๑ - ๓ ใบ หรือตามแต่จะหาได้ ปัจจุบันได้กลายเป็นวงกลองยาว แบบภาคกลางไปเกือบหมด โดยการเพิ่มจำนวนกลองเข้าไป

ประเภทของบทเพลงพื้นบ้าน





บทเพลงพื้นบ้านของล้านนาก็มีเป็นบทเพลงเก่าแก่ของชาวล้านนาเอง เป็นบทเพลงที่มีนิยมกันมานานดังปรากฏในวรรณคดีโบราณ เพลงพื้นบ้านภาคเหนือจัดแบ่งเพลงตามรูปการแสดงออก โดยคำนึงถึงองค์ประกอบ ๒ อย่าง คือดนตรีและเนื้อร้อง ซึ่งจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๓ ประเภท ดังนี้

• เพลงที่ไม่มีเนื้อร้องหรือเพลงบรรเลง
• เพลงที่มีเนื้อร้องโดยไม่มีดนตรีประกอบ
• เพลงผสมหรือเพลงที่มีทั้งเนื้อร้องและดนตรีประกอบ
ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

๑. เพลงที่ไม่มีเนื้อร้องหรือเพลงบรรเลง หมายถึง เพลงที่เกิดจากการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีล้วนๆ โดยไม่มีการขับร้อง เพลงประเภทนี้มีทั้งการบรรเลงเดี่ยวๆ และการเล่นประสมวง โอกาสในการเล่นดนตรีมีทั้งการเล่นขับกล่อมอารมณ์ในยามว่าง การเล่นดนตรีของชายหนุ่มเวลาไปแอ่วสาวในตอนกลางคืน และการเล่นในงานฉลองรื่นเริงหรือในพิธีกรรมต่างๆ เป็นต้น
เพลงบรรเลงเก่าแก่ของภาคเหนือที่สืบทอดมาแต่โบราณมีอยู่ไม่มากนัก มักจะมีลักษณะเรียบง่าย เป็นทำนองสั้นๆ บรรเลงกลับไปกลับมา นอกจากนั้นก็จะพบว่าชื่อทำนองเพลงเดียวกัน แต่ผู้เล่นอาจจะบรรเลงแตกต่างกันออกไปคนละทางก็ได้ หรือบางทีเพลงเดียวกันแต่ถูกเรียกชื่อต่างกันอันเป็นลักษณะธรรมดาของเพลงพื้นบ้าน เพลงบรรเลงเหล่านี้ ได้แก่ เพลงปราสาทไหว เพลงขงเบ้ง เพลงฤาษีหลงถ้ำ เพลงกุหลาบเชียงใหม่ เพลงล่องแม่ปิง เพลงพม่า เพลงเงี้ยว (ไทใหญ่) เพลงจะปุ เป็นต้น ส่วนการจดบันทึกนั้น แต่เดิมแล้วเพลงล้านนาจะไม่มีการจดบันทึกเป็นตัวโน้ต (เพิ่งมามีภายหลัง) การสืบทอดจะใช้วิธีที่ต้องฟังเพลงบ่อยๆ จนจำทำนองให้ได้ก่อนแล้วจึงไปฝึกทักษะการเล่นเพิ่มเติมทีหลังซึ่งวิธีสืบทอดแบบนี้ก็ยังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน
เพลงบรรเลงบางเพลงเป็นเพลงที่ใช้ให้จังหวะประกอบในการฟ้อนต่างๆ เช่น เพลงประกอบการฟ้อนแห่ครัวทาน (ฟ้อนเล็บ) ฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ ฟ้อนนางนก (กิงกะหร่า) ฟ้อนผีมด-ผีเมง เป็นต้น

• เพลงที่มีเนื้อร้องแต่ไม่มีดนตรีประกอบ คือ ลักษณะของการขับร้องเพลงพื้นบ้นที่จดจำ
ทำนองและเนื้อร้อยสืบทอดกันต่อๆมา ใช้ร้องกันเล่นคือ ช้อย (อ่าน “ จ๊อย ” ) หรือบทขับทำนองเสนาะ ซึ่งเมื่อขับจากเนื้อความที่เป็นคำประพันธ์ประเภทคร่าว-ค่าว (อ่าน “ ค่าว ” ) ก็จะเรียกว่า ช้อย แต่หากขับจากขับจากเนื้อความที่เป็นคำประพันธ์ประเภทโคลง จะเรียกว่า ช้อยโคลง (อ่าน “ จ๊อยกะโลง ” )
ทั้งการช้อยคร่าวและช้อยโคลงนั้น หากเป็นการขับเพื่อความสนุกสนานอย่างง่ายๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมีดนตรีประกอบ แต่หากเป็นการขับที่ต้องการแสดงออกถึงความประณีตแล้ว ในการช้อยจากคร่าวนั้น นิยมใช้สะล้อคลอประกอบ แต่หากเป็นการช้อยโคลงแล้ว ถือว่าหากคลอด้วยเพียะ ก็จะสอดคล้องกันได้ดีอย่างยิ่ง
การช้อยคร่าว คือลำนำเพลงที่ขับร้อง เป็นการขับร้องเดี่ยว ทอดเสียงยาวตามลีลา โดยมากหนุ่มมักจะขับเวลาไปแอ่วสาวในตอนกลางคืนตามประเพณีโบราณ ซึ่งในปัจจุบันจะหาฟังได้ยาก แต่ก็ยังมีอยู่บ้างตามงานต่างๆ ที่มีการนำซอไปแสดงในงาน โดยช่างซอจะเป็นผู้ขับ มีลักษณะคล้ายการขับเสภาในภาคกลาง ช้อยมีหลายทำนองด้วยกัน คือ

๑) ทำนองโก่งเฮียวบง นิยมช้อยตามงานศพ ทำนองธรรมดา จังหวะช้า แสดงถึงความอาลัย โศกเศร้า
๒) ทำนองม้าย่ำไฟ นิยมช้อยเนื้อความที่ยาวแต่ต้องการเก็บข้อความได้มากๆ แต่เอื้อนไปทางปลาย ทำนองนี้นิยมช้อยเวลาหนุ่มไปแอ่วสาวตอนกลางคืน
๓) ทำนองวิงวอน หรือช้อยเชียงแสน หรือช้อยกะโลง นิยมช้อยในตอนที่ตัวละครถึงบทโศกเศร้าสลด ต้องการให้คนฟังมีความโศกสลดตามไปด้วย นับเป็นทำนองที่ใช้เสียงมากที่สุด หากคนขับเก่งและเสียงเพราะ จะทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความวังเวง
ทำนองทั่วไปของช้อยคือร้องติดต่อกันไป ส่วนดนตรีก็คลอไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้ ในการอ่านคำประพันธ์ประเภทคร่าวหรือคร่าวซอ นั้น เรียกว่าการเล่าคร่าว ซึ่งผู้เล่าหรือผู้อ่านก็จะอ่านเป็นทำนองเสนาะเพื่อให้น่าฟังตามลีลาที่กำหนด ซึ่งแนวคิดก็ไม่ต่างจากการเทศน์ด้วยลีลาทำนองเสนาะนั่นเอง
การเล่าคร่าวนั้นจัดเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในล้านนายุคก่อน ที่จะจัดหาผู้ที่มีเสียงดีมาเป็นผู้เล่าคร่าวหรืออ่านคำประพันธ์ที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์คร่าวเป็นทำนองเสนาะให้ชาวบ้านฟังทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล โดยมากในงานมงคล เช่น บวชนาคหรือขึ้นบ้านใหม่ นิยมเล่าคร่าวในคืนวันสุกดิบ หรือวันที่จัดเตรียมงาน ซึ่งเป็นการสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้มาช่วยงาน ส่วนในงานศพนั้น พบว่ามีการเล่าคร่าวทั้งในช่วงเตรียมปลงศพและหลังปลงศพแล้ว คำประพันธ์ที่นำมาอ่านมักเรียกว่าคร่าวหรือคร่าวซอซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากชาดกเรื่องต่างๆ เช่น หงส์หิน เจ้าสุวัตร-นางบัวคำ ก่ำกาดำ อ้ายร้อยขอด ฯลฯ ทั้งนี้ ในการเล่าคร่าวนี้จะไม่มีการเล่นดนตรีประกอบ

๓. เพลงผสมหรือเพลงที่มีทั้งเนื้อร้องและดนตรีประกอบ เพลงประเภทนี้ก็คือ ซอ ซึ่งคำว่า ซอ ในภาษาพื้นบ้านล้านนาหมายถึงเพลงพื้นบ้านที่จัดอยู่ในลักษณะ เพลงปฏิพากย์ คือมีผู้ขับชายหญิงซึ่งเรียกว่า ช่างซอ (อ่าน “ จ้างซอ ” ) ขับโต้ตอบกัน เรียกว่าเป็น คู่ถ้อง (ถ้อง-โต้ตอบกัน) ช่างซอจะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างดี มีความเชี่ยวชาญและมีปฏิภาณตลอดจนน้ำเสียงที่ไพเราะ ดนตรีที่ใช้ประกอบซอก็คือวงปี่ชุม แต่ในท้องถิ่นบางแห่ง เช่น ที่จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน จะใช้สะล้อ-ซึง (พิณ) ประกอบ ไม่ใช้ปี่จุม
เนื้อร้องในบทซอนั้น จะมีเนื้อหาที่เป็นการกล่าวถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว ชมธรรมชาติ กล่าวถึงเรื่องสนุกสนานไปจนถึงเรื่องเพศ และมีทั้งการซอเรื่องนิทานชาดก คำสอนประวัติบุคคลหรือเหตุการณ์ต่างๆ นอกจากนี้ช่างซอยังเลือกสรรเนื้อร้องให้เหมาะสมกับโอกาส เช่น การซอในงานบวชลูกแก้ว หรืองานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น (ดูเพิ่มที่ซอ)
การเปลี่ยนแปลงของดนตรีพื้นเมือง
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ชาวล้านนามีโอกาสรับอิทธิพลจากต่างถิ่นโดยเฉพาะไทยภาคกลาง ทำให้วิถีชีวิตต่างๆ พลอยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะทางด้านดนตรีแล้วก็นับว่าได้รับผลกระทบส่วนนี้และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น

๑. การเปลี่ยนแปลงลักษณะของเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ก็คือเครื่องดนตรีที่รู้จักกันดีคือสะล้อและซึง ส่วนเครื่องดนตรีชนิดอื่นนั้นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก บางอย่างก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เช่น ปี่ การเปลี่ยนแปลงตัวเครื่องดนตรีนั้นพอจะแบ่งได้สองอย่าง คือการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีแต่ดั้งเดิมมาใช้วัสดุอื่นๆ แทน และอีกข้อหนึ่งก็คือการเปลี่ยนรูปร่างสัดส่วนของเครื่องดนตรี มีเครื่องดนตรีล้านนาที่พอจะอธิบายได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้แก่
ซึง เป็นเครื่องดนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงจากของเดิมมากที่สุดในบรรดาเครื่องดนตรีพื้นเมือง แต่เดิมนั้นไม้ที่ใช้ทำซึงส่วนมากนิยมที่จะใช้ไม้สัก แต่ต่อมาเนื่องจากไม้สักเป็นไม้ที่มีราคาแพงและห้ามตัด จึงหันมานิยมที่จะใช้ไม้แดงแทนเพราะราคาถูก ส่วนเรื่องคุณสมบัติของไม้แดงก็ใกล้เคียงกันอีกทั้งยังเป็นไม้ที่หาง่ายกว่าไม้สักอีกด้วย รูปร่างของซึงแต่เดิมนั่นมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากเท่าใดนัก ซึงใหญ่ยังมีขนาดเล็กกว่ากีตาร์เสียด้วย แต่ปัจจุบันถูกดัดแปลงให้มีขนาดเท่ากีตาร์ก็มี มีการเสริมแต่งโดยการวาดลวดลาย ลงสี หรือแกะสลัก ตลอดจนการทาชะแล็กบนซึงเพื่อให้สวยงาม ทั้งนี้เพราะซึงมักถูกนำขายไปเป็นเครื่องประดับบ้านแทนที่จะนำไปเล่นดนตรี ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ของซึงที่ถูกนำวัสดุอื่นๆ ใช้แทนของเดิม ได้แก่ สายซึง ซึ่งแต่เดิมสายซึงนั้นนิยมที่จะใช้สายห้ามล้อจักรยานเท่านั้น แต่ปัจจุบันนิยมที่จะใช้สายกีตาร์แทน ลูกบิดที่ใช้ตั้งสายซึงที่เคยทำจากไม้ ก็เปลี่ยนมาใช้ลูกบิดของกีตาร์แทนเพราะสะดวกกว่าในการตั้งสายซึง ที่ใช้สำหรับดีดซึงจะใช้เขาสัตว์ดีด แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีแล้วหันมาใช้พลาสติกดีดแทน
สะล้อ รูปร่างของสะล้อโดยทั่วๆไปแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือยังใช้กะลามะพร้าวและไม้สักที่เป็นองค์ประกอบสำคัญทำอยู่ แต่ส่วนมีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ สายสะล้อแต่เดิมนิยมที่จะใช้สายห้ามล้อจักรยานเท่านั้น ปัจจุบันบางคนหันมาใช้สายกีตาร์แทน สายคันชักก็เช่นกันนิยมที่จะใช้หางม้าหรือไม่ก็ใช้สายไนลอน แต่ปัจจุบันจะนิยมใช้สายไนลอนเกือบทั้งหมด

๒. การประยุกต์วงดนตรีแห่กลองเต่งถิ้งมาเป็นวงดนตรีแห่ประยุกต์
วงแห่กลองเติ่งถิ้งเป็นวงดนตรีปี่พาทย์ของล้านนาใช้เล่นในงานศพ และงานฟ้อนผีมอ-ผีเมง ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ยังเป็นการเปลี่ยนในลักษณะที่ยังคงของเก่าก็ยังมีอยู่ เดิมเครื่องดนตรีประกอบด้วย กลองเต่งถิ้ง กลองตัด แนหลวง แนน้อย พาทย์เอก พาทย์ทุ้ม พาทย์เหล็ก ฆ้องวง ฉิ่ง และสว่า(ฉาบ) เพลงที่เล่นจะเล่นทั้งพื้นเมืองของล้านนาเองและเพลงไทยเดิมของทางภาคกลางเป็นเวลานานแล้ว จนทำนักดนตรีของล้านนาบางคนเกิดความเข้าใจผิดว่าเพลงที่ตนเองเล่นนั้นเป็นเพลงพื้นเมืองหรือเป็นเพลงไทยเดิมกันแน่ และที่สำคัญที่สุดคือการเรียกชื่อเพลงตามความเข้าใจของตนเอง บางครั้งเพลงเดียวอาจมีหลายชื่อก็ได้
ต่อมามีการนำเพลงลูกทุ่งโดยยังใช้เครื่องดนตรีเท่าที่มีอยู่บรรเลง ปัจจุบันนอกจากจะได้รับอิทธิพลเพลงสมัยใหม่ได้แก่ เพลงลูกทุ่งแล้ว ยังมีเพลงอีกประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ได้แก่ เพลงสตริง ซึ่งก็นำมาบรรเลงด้วยการนำเพลงเหล่านี้มาเล่นทำให้วงดนตรีพื้นเมืองประเภทนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสูงมากเพราะเริ่มมีการนำเครื่องดนตรีสากลเข้ามาประสมวงด้วย ได้แก่ กีตาร์ เบส กลองแจ๊ส (กลองชุด) กลองทอม แทมบูลีน เป็นต้น การประยุกต์เช่นนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนชื่อที่เรียกไปอีกเป็น “ วงดนตรีแห่พื้นเมืองประยุกต์ ”
เท่าที่สำรวจข้อมูลมาได้ทราบว่า วงดนตรีที่มีการประยุกต์เป็นวงแรกคือ “ วงกู่เสือสามัคคี ” โดยมีแนวความคิดว่าถ้านำเครื่องดนตรีสากลมาเล่นด้วยคงดี เพราะขณะนั้นก็มีการนำทำนองเพลงสมัยใหม่มาเล่นบ้างแล้ว จึงคิดว่า ถ้าหากนำมาประสมวงแล้วอาจจะทำให้การเล่นทำนองเพลงสมัยใหม่ไพเราะยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าการประยุกต์ได้เริ่มจากการเล่นในทำนองสมัยใหม่ แต่ยังใช้เครื่องดนตรีพื้นเมืองบรรเลงอยู่ ต่อมาได้มีการเพิ่มเครื่องขยายเสียงและเครื่องดนตรีสากลเข้ามาร่วม(ดูเพิ่มเติมจากเรื่องที่มีชื่อเครื่องดนตรีต่าง ๆ เช่น กลอง ซึง ปี่ สะล้อ)
(ปรับปรุงจาก ข้อมูลในโครงการข้อสนเทศล้านนาคดีศึกษา โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2531)

กลองปู่จาหรือก๋องปู่จา

กลองปู่จาหรือก๋องปู่จา ก็คือ กลองบูชา นั่นเอง ซึ่งชาวเหนือหรือชาวล้านนาจะเรียก กลองปู่จา อันหมายถึงบูชา เมื่อออกเสียงโดยรวมจะเป็น “ก๋องปู่จา” กลองปู่จา จะใช้ตีเพื่อเป็นสัญญาณ บอกเหตุต่างๆ ในสังคม เช่น ไฟไหม้ มีเหตุร้ายเกิดขึ้น นัดประชุมชาวบ้าน ตลอดจน ตีเพื่อบอกกล่าวให้ทราบว่าวันรุ่งขึ้น จะเป็นวันพระ หรือตีเพื่อเป็นพุทธบูชาแต่เดิมทีชาวล้านนาจะตี กลองสะบัดชัย เพื่อฉลองชัยยามชนะศึกสงคราม รวมทั้งตีเพื่อความสนุกสนาน บทบาทของกลองสะบัดชัยนั้นถือว่าเป็นของสูง เนื่องจากว่าจะเกี่ยวพันกับเจ้าเมืองและกษัตริย์ เมื่อเจ้าเมืองล้านนาถูกลดบทบาทลง “ กลองสะบัดชัย ” ก็ถูกลดบทบาท นำไปตีกันตามวัดแทนเมื่อกลองสะบัดชัยเข้าไปอยู่ตามวัด ก็ได้ทำหน้าที่และบทบาทใหม่ขึ้นมา คือเป็นการตีเพื่อ พุทธบูชา จนได้ชื่อว่า กลองปูจา ซึ่งเป็นดั่งสัญญาณ บอกข่าวสารจากวัดในสมัยก่อน ซึ่งรวมไปถึงสัญญาณเรียกประชุม สัญญาณบอกเหตุร้ายต่างๆ ส่วนอีกหน้าที่รองของกลองปู่จาก็คือตีเป็นมหรสพ ซึ่งปัจจุบันเหลือให้เห็นกันเฉพาะในงานบุญประเพณีตานก๋วยฉลาก ( สลากภัตต์ ) เท่านั้นกลองปู่จา เป็นกลองชุดของทางเหนือประกอบด้วย กลองขึงหนังสองหน้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่กับที่ แต่ใช้ตีหน้าเดียว สำหรับกลองเล็กมี 3 ใบ เรียก “กลองแซะ” หรือ “ลูกตุบ” มีขนาดลดหลั่นกันไป ปัจจุบันประเพณีการตี ก๋องปู่จา นับวันมีแต่จะลดน้อยถอยลง ที่เห็นพอหลงเหลืออยู่ก็มีในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษากลองปู่จา เป็นกลองที่มีขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 1-2.5 เมตร ทำด้วยไม้สัก ไม้ประดู่ หรือไม้ดอกแก้ว ขึงด้วยหนังที่ทำจากหนังวัว หรือหนังควายทั้งสองหน้าแล้วตรึงด้วยลิ่ม ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า แส้ไม้ (หมุดตอก) ทั้งสองหน้า และประกอบด้วย กลองใบเล็กอีก 3 ใบ เรียกว่า"กลองลูกตุบ"

วงแห่พื้นเมืองประยุกต์

วงแห่พื้นเมืองประยุกต์ เป็นวงที่มีการประสมวงแบบวงกลองเต่งถิ้งแต่มีการเพิ่มเครื่องดนตรีสากลเข้าไป ได้แก่ กีตาร์เบส กลองทอม กลองแจ๊ส บางแห่งอาจมีแซกโซโฟน และนอกจากนี้ยังต้องเพิ่มการใช้เครื่องขยายเสียงเข้าไปด้วย นิยมบรรเลงในงานศพ งานทรงเจ้า และงานฟ้อนผีมด-ผีเมง แต่นิยมบรรเลงต่อจากการบรรเลงโดยวงกลองเต่งถิ้งที่ประสมวงเฉพาะเครื่องดนตรีพื้นเมืองล้วนๆ

การประสมวงเต่งถิ้ง

การประสมวงเต่งถิ้งในเวลาเล่นอยู่กับที่นั้น การประสมวงต้องอยู่ตามตำแหน่งเพื่อให้เสียงที่บรรเลงเกิดการกลมกลืนทางเสียง และมีความไพเราะ ในอดีตการบรรเลงในขบวนแห่ เช่น การนำศพไปป่าช้า การแห่ขบวนกฐิน หรือการแห่ขบวนผ้าป่านั้น ต้องมีการหามเครื่องดนตรี โดยเฉพาะเครื่องดนตรีที่มีน้ำหนัก เช่น กลอง พาทย์ค้อง ระนาด ฯลฯ ให้นักดนตรีบรรเลงไปตลอดทางตามตำแหน่งของการประสมวงที่ถูกต้อง โดยจัดลำดับเป็นขบวนดังนี้ อันดับที่


1 สิ่งที่แห่ (เดินนำหน้า) อันดับที่

2 กลองเต่งถิ้งคู่กับกลองป่งโป้ง อันดับที่

3 พาทย์เหล็ก (ระนาดเหล็ก) อันดับที่

4 พาทย์ค้อง (ฆ้องวงใหญ่) อันดับที่


5 พาทย์ไม้ (ระนาดเอก) อันดับที่

6 สว่า (ฉาบ) ส่วนปี่แนหน้อยและแนหลวงจะเดินขนาบข้างพาทย์เหล็ก โดยมีตำแหน่งของเครื่องดนตรีต่าง ๆ ดังนี้


















สิ่งที่แห่ (หมายเหตุ สมัยก่อนยังไม่ได้นำระนาดทุ้มมาบรรเลงประกอบ) โอกาสที่ใช้ชุดกลองเต่งถิ้งบรรเลง วงดนตรีชุดกลองเต่งถิ้งใช้บรรเลงทั้งในงานมงคล และงานอวมงคล อาทิ งานบุญต่าง ๆ เช่น งานปอยหลวง ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า การถวายทานสลากภัตต์ งานที่เกี่ยวกับประเพณีพื้นบ้านล้านนา เช่น งานฟ้อนผีมด ผีเม็ง งานฟ้อนผีเจ้านาย และงานศพ รวมทั้งใช้บรรเลงประกอบการชกมวย หรือการต่อสู้แบบล้านนาเพลงที่บรรเลง
ในสมัยก่อน เพลงที่ใช้ชุดวงกลองเต่งถิ้งบรรเลงเป็นเพลงพื้นเมือง ได้แก่ เพลงแหย่งหลวง แหย่งน้อย ปราสาทไหว ล่องแม่ปิง และเพลงลาว เช่น ลาวกระแซ ลาวดวงเดือน ลาวเสี่ยงเทียน หรือเพลงอัตราสองชั้นของภาคกลางที่พอจะจดจำเอามาเล่นได้ อาทิ สร้อยสนตัด และมอญดูดวง เป็นต้น โดยบรรเลงให้เหมาะสมกับงานนั้น กล่าวคือในงานศพจะเล่นเพลงพื้นเมือง หรือเพลงที่ออกทำนองเศร้าสลด เช่น เพลงธรณีกรรแสงพม่าแปลง ส่วนงานบุญต่าง ๆ จะเล่นเพลงพื้นเมือง เพลงลาว ซึ่งเป็นเพลงในจังหวะอัตราสองชั้น อนึ่งในการบรรเลงประกอบการฟ้อนผีมด ผีเม็ง หรือผีเจ้านายนั้น วงกลองเต่งถิ้งจะมีเพลงพิเศษใช้บรรเลงเป็นการเฉพาะ ตามลำดับดังนี้

1. เพลงห้อย บรรเลงขณะที่เจ้าภาพกำลังจะ “ห้อยผ้า” หรือไปโหนผ้าที่โยงจากขื่อของปะรำพิธีเพื่อให้ผีเข้าสิงหรือเข้าทรง


2. เพลงพื้นเมืองและเพลงประเภทลาวต่าง ๆ ซึ่งเป็นเพลงในจังหวะอัตราสองชั้นใช้บรรเลง ขณะที่ผู้เข้าทรงออกฟ้อนนอกปะรำพิธี


3. เพลงขมุกินน้ำมะพร้าว บรรเลงขณะที่ผู้เข้าทรงกำลังดื่มน้ำมะพร้าวตามพิธี (บางตำราว่าเพลงผีมดกินน้ำมะพร้าว)


4. เพลงรำมวย (แขกวรเชฏฐ์ 2 ชั้น) และเพลงมวย (แขกวรเชฏฐ์ชั้นเดียว) บรรเลงขณะที่ผู้เข้าทรงรำหอกหรือรำดาบ

5. เพลงฟ้อนผีมด บรรเลงทั่วไปขณะที่มีการฟ้อนผีมดทั้งนี้ในการชกมวยหรือการฟ้อนในลีลาของการต่อสู้นั้น วงกลองเต่งถิ้งจะบรรเลง โดยใช้เพลงรำมวยและเพลงมวย
พัฒนาการของวงเต่งถิ้ง
สมัยแรกๆ เครื่องดนตรีใช้ชุดของวงกลองเต่งถิ้งประกอบด้วย ปี่แนหน้อย ปี่แนหลวง ระนาดเหล็ก ระนาดเอก โดยมีเครื่องประกอบจังหวะ ได้แก่ กลองเต่งถิ้ง กลองป่งโป้ง สว่า หรือฉาบ ในระยะต่อมาได้มีการเพิ่มระนาดทุ้มเข้ามาร่วมในวงดนตรีประเภทนี้อีก เพื่อให้ครบวงเหมือนวงดนตรีไทยภาคกลาง ส่วนเพลงที่ใช้บรรเลงเป็นเพลงพื้นเมือง และเพลงที่เป็นจังหวะอัตราสองชั้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ต่อมาในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2530 ได้มีผู้ทดลองนำเอาเพลงลูกทุ่งมาบรรเลงด้วยวงกลองเต่งถิ้ง ดังที่วงเต่งถิ้งคณะวังสิงห์คำใต้ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ไปบรรเลงออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ เพลงแรกที่บรรเลง คือ เพลงฝนเดือนหกของรุ่งเพชร แหลมสิงห์ โดยให้ปี่แนหน้อยแทนเสียงคนร้อง ปี่แนใหญ่แทนเสียงทุ้ม ระนาดและฆ้องเป็นเสียงดนตรี ปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก หลังจากนั้นวงกลองเต่งถิ้งคณะกู่เสือ ศรีโพธาราม หนองแฝก และวงกู่แดง ได้เลียนแบบบ้าง และได้มีการนำเครื่องดนตรีสากลมาบรรเลงผสม เช่น กลองชุด เบส และกีตาร์ เป็นต้น

วงกลองเต่งถิ้ง

วงกลองเต่งถิ้ง หรือมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อว่า วงพาทย์ วงพาทย์ค้อง (อ่าน “ ป้าดก๊อง ” ) หรือ วงแห่ (ศพ) เป็นต้น สามารถเปรียบได้กับ “ วงปี่พาทย์มอญ ” แบบของภาคกลางนั่นเอง เครื่องดนตรีประกอบด้วย พาทย์เอก (ระนาดไม้เอก) พาทย์ทุ้ม (ระนาดไม้ทุ้ม) พาทย์เหล็ก (ระนาดเหล็ก) พาทย์ค้อง (ฆ้องวง) กลองเต่งถิ้ง (ตะโพนมอญ) หรือกลองโป่งป้ง กลองตัด (กลองขนาดเล็ก) แนหลวง แนน้อย ฉิ่ง สว่า (ฉาบ) และกรับ นิยมบรรเลงในการชกมวย งานศพ งานทรงเจ้า และในงานฟ้อนผีมด-ผีเมง
วงกลองเต่งถิ้ง ชาวลำปางเรียกวงปี่พาทย์พื้นบ้านของตนว่า วงพาทย์ บางครั้งเรียกว่า วงกลองทึ่งทัง อันเป็นการเรียกตามเครื่องดนตรี คือ กลองทึ่งทัง หรือตะโพนมอญ ซึ่งเป็นเครื่องชิ้นเด่นในวงที่ให้เสียงกระหึ่มกังวานได้ยินในระยะไกล วงพาทย์มีเอกลักษณ์เกี่ยวกับ แบบแผนการประสมวง และการบรรเลงแบบลำปางโดยเฉพาะ แม้ว่าจะมีวงพาทย์แบบนี้อยู่ตามจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือก็ตาม วงพาทย์ลำปางมีเอกลักษณ์โดยสังเขป ดังนี้ แนหน้อย ดำเนินทำนองในทางของแนหน้อย เสียงของแนหน้อยตรงกับฆ้องลูกที่ ๘ แนหลวง ดำเนินทำนองในทางของแนหลวง เสียงของแนหลวงตรงกับฆ้องลูกที่ ๕ กลองทึ่งทังหรือตะโพนมอญ ตีทำจังหวะ โดยมีหน้าทับทั้งแบบหน้าทับทั่วไป และหน้าทับเฉพาะเพลง ประการสำคัญต้องทำหน้าที่เป็นเสียงประสานยืนด้วย กลองฮับ (รับ) เป็นกลองสองหน้าขนาดเล็ก ๆ ใช้วางบนตักตีสอดรับกับกลองทึ่งทัง สว่าหรือฉาบใหญ่ มีหน้าที่ตีขัดจังหวะ เมื่อเทียบกับจังหวะของฉิ่งในดนตรีไทยแล้ว สว่าจะตีลงที่เสียงฉิ่งให้เสียงดังสว่า ส่วนตรงเสียงฉับของการตีฉิ่งนั้น จะตีสว่าเพียงเบา ๆ จึงเป็นการขืนจังหวะอันเป็นแนวคิดที่กลับกันกับจังหวะของฉิ่งในดนตรีไทย สิ้ง มีหน้าที่ทำจังหวะ โดยมีแบบแผนการตีสิ้งแตกต่างไปจากฉิ่งของดนตรีแบบภาคกลาง ไม้เหิบ หรือตะขาบ ทำหน้าที่ตบให้จังหวะลูกตกส่วนที่เป็นจังหวะหนักของห้องเพลง ใช้ประสมวงเฉพาะการฟ้อนผีเท่านั้น พาทย์ (ฆ้องวงใหญ่) ทำหน้าที่เดินทำนองหลัก และเล่นในส่วนที่เป็นรายละเอียด ไม่ได้มีหน้าที่เดินทำนองหลักตามหลักวิชาของฆ้องวงใหญ่ เนื่องจากว่าแต่เดิมวงพาทย์เมืองเหนือยังไม่มีระนาดเข้ามาประสมวง



วงมองเซิง

วงมองเซิง คำว่า “ มองเซิง ” เป็นภาษาไทใหญ่ แปลงว่าฆ้องชุด ประกอบด้วยฆ้องขนาดต่างๆ ๓ ใบขึ้นไปและฉาบใหญ่ ๑ คู่ วงมองเซิงมีลักษณะการประสมวงและใช้แสดงคล้ายกับวงกลองปูเจ่ แต่ใช้กลองมองเซิงประกอบวงแทนกลองปูเจ่


วงกลองปูเจ่

วงกลองปูเจ่ เป็นเครื่องดนตรีของไทยใหญ่ ปกติจะไม่บรรเลงเดี่ยวแต่จะใช้ร่วมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น เช่น ฉาบ โหม่ง วงกลองปู่เจ่ ซึ่งมีจังหวะในการตีที่เร็วและเร้าใจ จะใช้ประกอบการแสดงฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ ตลอดจนถึงการเต้นนกกิ่งกะหล่า กลองปู่เจ่เป็นกลองขึงหน้าเดียว มีลักษณะคล้ายกลองยาวของภาคกลาง แต่มีความยาวมากกว่า หน้ากว้างประมาณ 10 - 12 นิ้ว ตัวกลองมีความยาวประมาณ 2 เมตร มีตำนานเล่าว่ายังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งในอาณาจักรล้านนา เจ้าเมืองมีลูกสาวชื่อว่าเส็ง เป็นลูกสาวคนเดียว เจ้าเมืองเมืองนี้ได้รับเอาทหารต่างเมืองมาเป็นครูฝึกวิชาการต่อสู้ ทหารผู้นี้มีความชำนาญเป็นอย่างมาก และเป็นที่รักใคร่ของเจ้าเมืองได้เกิดการชอบพอรักใคร่กับลูกสาวเจ้าเมืองเข้า จนในที่สุดจึงพากันหนีออกจากเมืองไป และเจ้าเมืองๆนี้ยังมีที่ปรึกษาอยู่อีกคนหนึ่งชื่อว่าป่อเจ่ ในเมื่อลูกสาวได้หนีไปกับครูฝึกทหาร เจ้าเมืองจึงได้มาปรึกษากับป่อเจ่ว่าจะทำอย่างไรดี ป่อเจ่มีความเสียดายในฝีมือของครูฝึกทหาร และลูกสาวเจ้าเมือง จึงคิดหาวิธีที่จะให้ครูฝึกทหารและลูกสาวเจ้าเมืองกลับมาแต่โดยดี จึงคิดหาอุบายโดยการให้ครูฝึกทหารบวชเป็นลูกแก้วเข้าเมืองมา พร้อมกับลูกสาวเจ้าเมืองก็ถือขันดอกไม้มาส่ง พร้อมกับชาวบ้านด้วย เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วจึงได้ส่งสารไปหาลูกสาวและครูฝึกทหาร ให้ทำตามที่คิดไว้ โดยการบวชลูกแก้วและมีพิธีแห่เข้าเมืองมาด้วย แต่ในการแห่ลูกแก้วในครั้งนั้นยังไม่มีกลองที่จะใช้ตีร่วมแห่ขบวน ป่อเจ่จึงได้คิดทำกลองขึ้นมาแห่ร่วมขบวนชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นกลองก้นยาวคล้ายกลองแอว แต่มีขนาดเล็กกว่าซึ่งสามารถใช้สะพายบ่าตีได้ ใช้ตีร่วมกับฉาบและโหม่ง ต่อมาภายหลังจึงให้ชื่อกลองชนิดนี้ว่า “กลองปู่เจ่” ตามชื่อของคนคิด